
หลายคนที่กำลังจะขึ้นศาลเคยสงสัยว่า จ้างทนาย 2 คนได้ไหม จริงๆ แล้วกฎหมายเปิดทางไว้ตั้งแต่แรก คู่ความจะว่าความด้วยตนเองหรือตั้งทนายความคนเดียวหรือหลายคนให้ว่าความแทนก็ได้ ตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 60 ระบุไว้ การมีทนายมากกว่าหนึ่งคนจึงไม่ใช่เรื่องผิด แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามีสองคนแล้วใครทำอะไร เพราะถ้าแบ่งงานไม่ชัด งานอาจซ้ำกันเองหรือไม่มีใครรับผิดชอบตรงจุด
บทความนี้จะไล่ให้ฟังตั้งแต่ก่อนจ้าง ระหว่างดำเนินคดี จนถึงหลังคดี เพื่อให้เห็นว่าแต่ละช่วงควรวางบทบาททนายอย่างไร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพการเลือกและจัดทีมทนายก่อนอ่านต่อได้เลย
ก่อนจ้าง ต้องทำใบแต่งทนายตั้งสองคนไหม?
ต้องทำ การตั้งทนายความทุกคนต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแต่ละคน แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 61 ใบแต่งทนายใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องที่ยื่นไว้ ไม่ใช่ใช้ข้ามคดีแบบเหมารวม และถ้าจ้างสองคนก็ต้องให้ทนายทั้งสองลงชื่อในใบแต่งให้ครบ
จุดนี้หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่าจ้างคนเดียวลงชื่อคนเดียวก็พอ แต่ถ้าวันหนึ่งทนายอีกคนต้องไปนั่งศาลแทนโดยไม่มีชื่อในใบแต่ง เขาจะดำเนินกระบวนพิจารณาแทนเราไม่ได้ เพราะศาลต้องดูว่าใครได้รับมอบอำนาจจริง ทางที่ดีคือระบุชื่อให้ครบตั้งแต่ต้น แล้วเก็บสำเนาใบแต่งไว้เองด้วย
ระหว่างคดี ทนายสองคนแบ่งงานกันอย่างไรไม่ให้ซ้ำซ้อน?
ควรแบ่งตามความถนัดอย่างชัดเจน เช่น คนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านข้อกฎหมายและเตรียมคำคู่ความ อีกคนดูแลการรวบรวมพยานหลักฐานและประสานงานนัด โดยกำหนดว่าคนไหนเป็นคู่มือกับตัวความในชีวิตประจำวัน การมีคนเดียวที่ตัวความคุยด้วยเป็นหลักจะลดการสื่อสารที่ผิดพลาด
ก่อนนัดทุกครั้ง ควรมีข้อตกลงว่าทนายคนใดจะขึ้นศาล และใครเป็นคนจัดเตรียมเอกสารให้อีกคน ถ้าไม่กำหนด คนหนึ่งอาจคิดว่าอีกคนเตรียมแล้ว อีกคนก็คิดว่าคนแรกเตรียม สุดท้ายเอกสารไม่ครบหรือยื่นไม่ทันกำหนด ซึ่งกระทบต่อรูปคดีโดยตรง
ทนายทั้งสองคนดำเนินคดีแทนเราได้ทุกเรื่องหรือไม่?
ไม่ทั้งหมด ทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาแทนคู่ความได้ตามปกติ แต่เรื่องที่เป็นการจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น ยอมรับตามคำเรียกร้องของอีกฝ่าย ถอนฟ้อง ประนีประนอมยอมความ สละสิทธิ หรือใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา ต้องได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 62 การมีสองคนไม่ได้แปลว่าคนใดคนหนึ่งตัดสินใจแทนเราได้เองในเรื่องใหญ่
ในทางปฏิบัติ ควรระบุในข้อตกลงด้วยว่าเรื่องไหนที่ทนายแต่ละคนตัดสินใจได้เอง และเรื่องไหนต้องถามตัวความก่อน โดยเฉพาะการยอมความหรือการยื่นอุทธรณ์ เพราะเรื่องนั้นกระทบสิทธิระยะยาวของเรา ไม่ใช่แค่การเลื่อนนัดหรือการเตรียมเอกสาร
จ้างทนายสองคนแล้วข้อดีคืออะไร?
ข้อดีชัดๆ คือการกระจายภาระงาน คดีที่มีเอกสารเยอะ พยานหลายปาก หรือมีประเด็นข้อกฎหมายซับซ้อน จะได้คนช่วยกันตรวจ ไม่ให้พลาดรายละเอียด และถ้าคนหนึ่งป่วยหรือติดธุระ อีกคนยังขึ้นศาลแทนได้ไม่สะดุด โดยไม่ต้องขอเลื่อนนัด
อีกข้อดีคือการได้มุมมองสองทางก่อนตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เช่น จะรับข้อเสนอของอีกฝ่ายหรือจะสู้ต่อ การมีอีกคนช่วยทบทวนข้อดีข้อเสียทำให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่อาจถูกมองข้ามไป
แล้วข้อเสียหรือความเสี่ยงที่ต้องระวังมีอะไร?
ความเสี่ยงหลักคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และความสับสนเรื่องผู้รับผิดชอบ ถ้าไม่มีคนกำหนดว่าอะไรเป็นงานของใคร งานอาจซ้ำหรือมีช่องว่าง ที่แย่กว่าคือทนายสองคนให้คำแนะนำไม่ตรงกัน ตัวความเกิดความลังเลและตัดสินใจช้า จนพลาดจังหวะในคดี
อีกจุดที่ต้องระวังคือเรื่องความลับ เพราะทนายแต่ละคนมีหน้าที่ไม่เปิดเผยความลับของลูกความที่รู้มาในหน้าที่ ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ ข้อ 11 ถ้ามีทนายหลายคน ข้อมูลของเราจะถูกส่งต่อภายในทีมมากขึ้น จึงควรตกลงกันว่าข้อมูลส่วนไหนแชร์ได้แค่ไหน
การกำหนดผู้รับผิดชอบหลักควรทำตอนไหน?
ควรทำตั้งแต่ก่อนเซ็นใบแต่งทนายหรือทันทีที่ตกลงจ้าง ไม่ใช่รอให้คดีเริ่มแล้วค่อยมาจัดแยก เพราะการกำหนดบทบาทช้าไปจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียเวลาช่วงสำคัญ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมคำคู่ความหรือรวบรวมพยานหลักฐาน
วิธีที่ใช้ได้จริงคือเขียนเป็นตารางง่ายๆ ว่าใครดูแลอะไร ใครเป็นคนติดต่อตัวความ ใครจัดเตรียมเอกสาร ใครขึ้นศาลในนัดไหน แล้วให้ทุกฝ่ายเซ็นรับทราบ ถ้ามีการเปลี่ยนตัวทนายระหว่างทาง ต้องแจ้งศาลและจัดทำเอกสารใหม่ให้ถูกต้องด้วย
หลังจบแต่ละนัด ควรตรวจอะไรบ้าง?
ควรตรวจว่าศาลสั่งอะไรไปบ้าง กำหนดนัดถัดไปคือวันไหน และต้องยื่นเอกสารอะไรก่อนกำหนด การมีทนายสองคนไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องติดตาม ถ้าปล่อยให้แต่ละคนเข้าใจว่า "อีกคนคงบอกแล้ว" สุดท้ายอาจไม่มีใครบอกเราจริงๆ
ควรขอสรุปการนัดสั้นๆ จากผู้รับผิดชอบหลักหลังทุกนัด เพื่อเก็บเป็นบันทึกของเราเอง ถ้าในภายหลังเกิดข้อโต้แย้งเรื่องขอบเขตงานหรือผลงาน บันทึกนี้จะเป็นหลักฐานว่าอะไรตกลงกันไว้ และถ้ามีปัญหาการทอดทิ้งคดี ข้อบังคับมรรยาททนายความ ข้อ 12 ก็วางหน้าที่ไม่ให้ทนายจงใจขาดนัดหรือทอดทิ้งคดีอยู่แล้ว
ถ้าทนายสองคนทำงานไม่ตรงกัน ควรทำอย่างไร?
ควรคุยกันตรงๆ ว่าปัญหาคืออะไร แล้วตกลงวิธีสื่อสารใหม่ก่อนจะคิดเปลี่ยนตัว ถ้ายังตกลงกันไม่ได้และกระทบต่อคดี การปรึกษาสภาทนายความหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาลุกลามถึงวันนัดสำคัญ
การเปลี่ยนตัวทนายกลางคดีทำได้ แต่ต้องทำเป็นหนังสือและยื่นต่อศาลให้ถูกต้อง และต้องประเมินว่าข้อมูลของคดีได้รับการส่งต่อครบหรือไม่ เพราะช่วงเปลี่ยนตัวเป็นช่วงที่งานอาจสะดุด ถ้าเป็นไปได้ควรวางแผนล่วงหน้าเรื่องการส่งมอบเอกสารและประวัติคดี
ถ้ามีทนายสองคนแล้วยังแพ้คดี ต้องเริ่มจากตรงไหน?
ต้องเริ่มจากอ่านคำพิพากษาให้ครบว่าศาลวินิจฉัยประเด็นไหนและด้วยเหตุผลใด แล้วปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องถึงทางเลือกที่เหลือ เช่น การอุทธรณ์หรือฎีกา โดยระลึกว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต้องได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 62 และมีกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าแพ้เพราะมีทนายสองคนหรือชนะเพราะมีทนายคนเดียว เพราะผลคดีขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก สิ่งที่ทำได้คือทบทวนขั้นตอนที่ผ่านมาว่ามีจุดที่ควรปรับปรุงตรงไหน แล้วใช้ข้อมูลนั้นตัดสินใจสำหรับขั้นต่อไปอย่างมีสติมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ้างทนาย 2 คน
จ้างทนายสองคนต้องจ่ายแพงขึ้นเสมอไหม?
โดยทั่วไปการจ้างทนายเพิ่มมักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อตกลงว่าจ้างแบบไหนและแบ่งงานกันอย่างไร ควรคุยขอบเขตงานและค่าตอบแทนให้ชัดก่อนตกลง เพราะไม่มีอัตราที่กฎหมายกำหนดตายตัว และทนายความไม่สามารถโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความได้ตามข้อบังคับมรรยาททนายความ ข้อ 17
ทนายสองคนต้องอยู่สำนักงานเดียวกันไหม?
ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องอยู่สำนักงานเดียวกัน สิ่งที่สำคัญคือทั้งสองคนต้องมีชื่อในใบแต่งทนายที่ยื่นต่อศาล และต้องมีข้อตกลงชัดเจนว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน การทำงานข้ามสำนักงานทำได้ แต่ต้องระวังเรื่องการส่งข้อมูลและกำหนดเวลาให้ดี
ถ้าทนายคนหนึ่งลาป่วย อีกคนขึ้นศาลแทนได้เลยหรือไม่?
ได้ ถ้าทนายอีกคนมีชื่อในใบแต่งทนายและได้รับการประสานงานล่วงหน้า เพียงแต่ต้องเตรียมเอกสารและข้อมูลของนัดนั้นให้พร้อม เพราะการขึ้นศาลแทนแบบไม่ได้เตรียมคือความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้า
ทนายหนึ่งคนว่าความ อีกคนให้คำปรึกษาได้ไหม?
ทำได้ และเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อย โดยคนหนึ่งขึ้นศาล อีกคนช่วยเตรียมข้อกฎหมายและทบทวนเอกสาร แต่ควรกำหนดว่าคนไหนเป็นผู้สื่อสารหลักกับตัวความ เพื่อไม่ให้เกิดคำแนะนำที่ขัดกันจนเราสับสน
ต้องแจ้งศาลไหมว่ามีทนายสองคน?
ต้องแจ้งผ่านใบแต่งทนายที่ยื่นต่อศาล โดยระบุชื่อทนายทุกคนที่ได้รับมอบอำนาจ การมีชื่อในใบแต่งคือสิ่งที่ทำให้ทนายดำเนินกระบวนพิจารณาแทนเราได้อย่างชอบธรรม ถ้าเพิ่มหรือเปลี่ยนทนายภายหลังก็ต้องจัดทำและยื่นเอกสารใหม่
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง หากมีข้อเท็จจริงเฉพาะตัว ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับสถานการณ์ของท่าน